ในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงรับฉันทานุมัติ เป็นผู้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ในพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ มีความตอนหนึ่งว่า
"...ได้ทรงเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาทร่วมทุกข์ แบ่งเบาพระราชภาระในภายภาคหน้า..."
ในครั้งนั้น ใครจะคิดว่าพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระประมุขของประเทศ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น นอกจากการประกอบพระราชกรณียกิจ ที่เป็นพระราชพิธี รัฐพิธี ศาสนพิธี และพระราชกรณียกิจที่กำหนดชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยแล้วจะยังมีพระ ราชกรณียกิจอื่นที่มากพ้นล้นเหลือประมาณอีกด้วย แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ คนไทยก็ได้ประจักษ์ว่าพระราชกรณียกิจ ทั้งหลายทั้งปวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติมากมายสุดจะพรรณา นั้นทรงปฏิบัติด้วยพระราชหฤทัยห่วงใยประชาชนและประเทศชาติบ้านเมือง ได้ทรงพระวิริยอุตสาหะไม่ท้อถอย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พัฒนาอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงแก้ไขปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระต่าง ๆ มาโดยตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ของราษฎรในชนบทให้มีความรู้ มีงานมีรายได้ สามารถดำรงชีวิตอย่างมีสุขอนามัย
เมื่อครั้งทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีใหม่ ๆ นั้น เมื่อ เกิดอุทกภัยวาตภัย และอัคคีภัยขึ้นที่จังหวัดใด ราษฎรได้รับความเดือดร้อนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชบริพารฝ่ายในนำอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค สิ่งของเครื่องใช้ไปแจกจ่าย ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยเหล่านั้นอย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการประชุมการสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ครั้งที่ 1 ที่กรมประชาสงเคราะห์ร่วมกับองค์กรเอกชนจัดขึ้น ณ ศาลาสันติธรรม เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ได้มีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า
"ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งรัดสร้างสรรค์ความเจริญ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลทางสังคมอันจะเกิดขึ้นและเตรียมที่จะรับปัญหานั้นใน เรื่องนี้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงข้อขัดข้องและความผิดพลาด น่าจะศึกษาบทเรียนที่ประเทศต่าง ๆ ได้รับในระยะการพัฒนาการ ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิตลอดจนผู้แทนและผู้สังเกตการณ์จากหน่วย งานหรือองค์กรสถานศึกษาต่าง ๆ นั้น ก็ควรจะ ประสานงานสอดคล้องต้องกันเพื่อพัฒนางานในด้านนั้นให้เกิดประโยชน์อันยิ่ง ใหญ่แก่ประชาชน ซึ่งเป็นกุศลบุญ ควรแก่การอนุโมทนา..."
พระราชดำรัสในเรื่องการสังคมสงเคราะห์เมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้วแสดงถึงความสน พระราชหฤทัยและความถี่ถ้วนรอบคอบในกิจการทั้งปวงที่หน่วยงานต่าง ๆ ควรจะต้องประสานงานกัน การศึกษาสังเกตการณ์ซึ่งได้ทรงถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การสังคมสงเคราะห์ในระยะต่อมาได้ทรงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการที่ทรง "ให้" เป็นความพยายามให้ราฏรได้ช่วยตนเองด้านการตามแนวทางและวิธีการ โดยอาศัยความรู้ความสามารถที่ราฏรมีอยู่แล้วในแต่ละท้องถิ่นแต่ได้ถูกทอด ทิ้งละลืม ให้นำมาพัฒนาใช้ให้เป็นประโยชน์
เมื่อมีการจัดตั้งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยขึ้นใน พ.ศ. 2503 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมหลายครั้ง ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานทุนทรัพย์ตั้ง "กองทุนเมตตา" ขึ้นเมื่อทรงทราบว่า คนบางคนแม้จะตั้งใจประกอบอาชีพโดยสุจริตด้วยความขยันแล้ว แต่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่ความจำเป็นที่ต้องใช้จ่าย จึงเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ จนมีหนี้สินพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ยากที่จะปลดเปลื้องได้ เกิดความเดือดร้อน เป็นความทุกข์ของครอบครัวทับถมซับซ้อน ก่อให้เกิด ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ความเจ็บป่วยด้านจิตใจ ความเก็บกดหรือการแก้ปัญหาในทางที่ผิดของเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวนั้น ๆ ความท้อแท้ที่จะ ศึกษาเล่าเรียน จนท้ายที่สุดกลายเป็นปัญหาของสังคม กองทุนเมตตาได้ขจัดปัดเป่าบรรเทาความทุกข์ยากของผู้ที่เดือดร้อนได้ตามวัตถุ ประสงค์ในเวลานั้น นอกจากนี้ได้พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่งให้ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เป็นทุนริเริ่มกองทุนพระราชทานช่วยเหลือการศึกษาเด็กเยาวชน เพื่อช่วยเหลือเด็กขาดแคลนให้มีโอกาสได้เล่าเรียน มีความรู้ไปประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกที่ควรกองทุนนี้ต่อมา ได้มีผู้สมทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และขยายเป็นทุนอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกันนี้อีกหลายทุน มีชื่อต่าง ๆ ได้ช่วยสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณค่าแก่แผ่นดินเมื่อเติบโตขึ้น นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์แก่สมาคม และมูลนิธิเพื่อการสังคมสงเคราะห์เป็นจำนวนมาก เช่น มูลนิธิช่วยเด็กปัญญาอ่อน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้ทรงส่งเสริมการปฏิบัติงานช่วยเหลือองค์กรการสังคมสงเคราะห์ เพื่อดำเนินงานสาธารณกุศล เช่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2506 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้จัดตั้งศูนย์บริการอาสาสมัครขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ประจำของหน่วยงาน บรรเทาทุกข์หรือสาธารณประโยชน์ ได้แก่ โรงพยาบาล ศูนย์เยาวชน สถานสงเคราะห์ ฯลฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะกรรมการและอาสาสมัครเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2510 ได้มีพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า
"...การที่คนไทยเรายึดหลักอุดมคติว่า ความทุกข์สุข ไม่ไช่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น เป็นความคิดที่ทันสมัยในโลกปัจจุบัน เราจะมีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ผู้ มีจิตหวังประโยชน์ส่วนร่วม ย่อมรู้จักบางปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ...."
ต่อมา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรใน พ.ศ. 2513 เมื่อเกิดอุทกภัยในจังหวัดนครพนม เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรทางภาคกลางเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ไร่นาล่ม จมเสียหายใจ พ.ศ. 2518 รวมทั้งในระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชนิเวศน์ในต่างจังหวัด ได้มีพระราชดำรัสถามราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทำให้ทรงทราบว่าราษฏรในชนบทจำนวนมากยากจน มีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ และไม่สามารถที่จะหารายได้เพิ่ม ไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขความเดือดร้อนด้วยตนเอง ขาดแคลนสาธารณสุขพื้นฐานขาดสุขอนามัย ยามเจ็บไข้ก็ไม่มีแพทย์และยารักษาโรคที่จะบำบัดรักษา จึงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ปรากฏในคำบอกเล่าของ ดร.สุเมธ จันติเวชกุล ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมา จากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวในการอภิปรายเรื่อง "สมเด็จฯของเรา" ณ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ซึ่งได้เชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตอนหนึ่งว่า
"...พระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้าไม่ได้พึงพอใจกับเพียงแต่เยี่ยมเยียนราษฏร หรือทำแต่สิ่งที่เคยทำเป็นประเพณี เราต้องพยายามให้ดีกว่านั้น เราต้องช่วยรัฐบาลส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นเพราะเราเป็น ประเทศด้อยพัฒนา ดังนั้นการที่เพียงแค่ไปเยี่ยมเยียนราษฏรเพราะเป็นหน้าที่ของประมุขของ ประเทศที่จะต้องทำตามประเพณีนั้น เป็นเรื่องไร้สาระ หากเราไม่สามารถมีส่วนร่วมในการบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนแล้ว เราต้องถือว่าการเป็นประมุขประสบความล้มเหลว...."
พระราชดำรัสครั้งนั้น แสดงถึงพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่นที่จะบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฏร และหากทบทวนพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า ราษฏรในชนบทได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการเสด็จเยี่ยมทั่วราชอาณาจักรนับ ครั้งไม่ถ้วน โดยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการ มีทั้งโครงการเรื่องการเกษตรเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การแพทย์ การสาธารณสุข ฯลฯ
เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของราษฏร ในระยะแรกของการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรในต่างจังหวัด เมื่อทรงพบเห็นว่าราษฏรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ มีอาการเจ็บป่วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระรบมราชินีนาถได้มีพระราชเสาวนีย์ให้แพทย์ที่ตามเสด็จไปในขบวนตรวจอาหาร จ่ายยา ละให้คำแนะนำแก่ราษฏรในการดูแลรักษาตนเองแต่หากไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ใน ขณะนั้น หรือเป็นโรคที่ร้ายแรง จะมีพระราชเสาวนีย์ให้ส่งไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้ท้องถิ่น นั้น โดยพระราชทานหนังสือรับรองว่าเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์พร้อมค่าเดิน ทาง และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่ายานั้น จะพระราชทานแก่โรงพยาบาลโดยตรง หากผู้ป่วยไม่สามารถไปเองได้จะทรงจัดเจ้าหน้าที่นำไป และพระราชทานค่าใช้จ่ายแก่เจ้าหน้าที่ด้วย ถ้าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ท้องถิ่นนั้นขาดบุคลากรทางการแพทย์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษา ก็ให้ส่งไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โดยพระราชทานค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรต่างจังหวัด หรือขณะแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชนิเวศน์ในภูมิภาคต่าง ๆ มีราษฏรที่เจ็บไข้มาขอรับพระราชทานความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ต้องมีแพทย์และพยาบาลอาสาไปช่วยปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น แล้วยังใช้เวลามากขึ้นจนมืดค่ำ หลายครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงช่วยซักถามประวัติและอาการของผู้ป่วย ตลอดจนช่วยแพทย์ในการจ่ายยา และการบันทึกเพื่อติดตามผล นอกจากนี้โรงพยาบาลในท้องถิ่นมักมีความจำกัดในเครื่องเวชภัณฑ์และยารักษาโรค สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้และยาเพิ่มขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมช่วยเหลือคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เช่น ตำรวจตระเวนชายแดนนำคนไข้ไปส่งโรงพยาบาลการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกใบเบิกทางให้คนไข้และญาติแทนค่าโดยสารโรงพยาบาล ลดค่ารักษาพยาบาลให้ ฯลฯ ในระหว่างที่ราษฏรผู้เจ็บป่วย ต้องจากบ้านไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเข้าพระราชหฤทัย ถึงความรู้สึกของคนไข้เป็นย่างดีว่าย่อมจะว้าเหว่ เกิดความอ่อนแอทางจิตใจ ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพทางกายเป็นอันมาก และคนในครอบครัวก็ย่อมจะห่วงใย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ญาติผู้ใกล้ชิดติดตามไป เพื่อช่วยดูแลคนไข้และพราชทานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ด้วย
พระราชกรณียกิจราชินี
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านอาโจ้ ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
๑. ความเป็นมาของโครงการ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ บ้านเมืองแพม ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายสมพล พันธุ์มณี เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ รองเลขาธิการคณะกรรมการฯ (สำนักงาน กปร.) นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พลโทสะพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ ๓ พลตรีเลอพงศ์ ศรีสรรพางค์ ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ ๓ นายดำรง พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตลอดจนข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ เฝ้ารับเสด็จ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนกราบทูลถวายรายงานข้อมูลบ้านเมืองแพม และผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ ๓ ได้กราบบังคมทูลถวายรายงานความก้าวหน้าของโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน บ้านแม่ส่วยอู อำเภอเมือง และบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ในการนี้ ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือราษฎรบ้านเมืองแพมที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร เนื่องจากฝายทดน้ำเดิมชำรุดจากอุทกภัย ทำให้ไม่สามารถใช้การได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริกับพลเอกนิพนธ์ ภารัญนิต์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ สรุปความว่า “ให้หมู่บ้านปางคอง ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และหมู่บ้านปายสองแง่ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านยามชายแดนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร และเพื่อประโยชน์ในด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความปลอดภัยของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทรงมีพระราชเสาวนีย์ “…ให้พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้านในรูปแบบบ้านยามชายแดน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ให้เข็มแข็งมีส่วนร่วมรักษาประเทศชาติอย่างมีระบบตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว....”
ในการนี้ ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือราษฎรบ้านเมืองแพมที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร เนื่องจากฝายทดน้ำเดิมชำรุดจากอุทกภัย ทำให้ไม่สามารถใช้การได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริกับพลเอกนิพนธ์ ภารัญนิต์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ สรุปความว่า “ให้หมู่บ้านปางคอง ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และหมู่บ้านปายสองแง่ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านยามชายแดนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร และเพื่อประโยชน์ในด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความปลอดภัยของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทรงมีพระราชเสาวนีย์ “…ให้พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้านในรูปแบบบ้านยามชายแดน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ให้เข็มแข็งมีส่วนร่วมรักษาประเทศชาติอย่างมีระบบตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว....”
สภาพปัญหาหลักของโครงการ ได้แก่ ๑. ปัญหาด้านความมั่นคง เนื่องจากบริเวณพื้นที่เป็นช่องว่างที่สำคัญและมีแนวโน้มที่จะเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อไปในอนาคต ไม่มีชุมชนและราษฎรอยู่ในพื้นที่
๒. ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย เนื่องจากแนวเส้นเขตแดนไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนได้ง่าย ประกอบกับการสู้รบระหว่างกองกำลังไทยใหญ่ และกองกำลังว้า มักจะทำให้ชนกลุ่มน้อยทั้งสองฝ่ายได้หลบหนีเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยเมื่อเกิดการสู้รบ
๓. ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากบริเวณพื้นที่เป็นช่องว่าง การลักลอบเข้ามาตั่งถิ่นฐาน หรือขายแรงงานฝั่งไทยทำได้ง่าย
๔. ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า เนื่องจากพื้นที่เป็นช่องทางสามารถนำเข้ายาเสพติดได้ง่าย และระยะทางนำเข้าไม่ไกล
๕. ปัญหาการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ และสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น หน่วยงานของกรมประมง ได้แก่ สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแม่ฮ่องสอนจึงได้จัดทำโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านอาโจ้ขึ้น โดยการดำเนินงานในปีแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
๒. ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย เนื่องจากแนวเส้นเขตแดนไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนได้ง่าย ประกอบกับการสู้รบระหว่างกองกำลังไทยใหญ่ และกองกำลังว้า มักจะทำให้ชนกลุ่มน้อยทั้งสองฝ่ายได้หลบหนีเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยเมื่อเกิดการสู้รบ
๓. ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เนื่องจากบริเวณพื้นที่เป็นช่องว่าง การลักลอบเข้ามาตั่งถิ่นฐาน หรือขายแรงงานฝั่งไทยทำได้ง่าย
๔. ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า เนื่องจากพื้นที่เป็นช่องทางสามารถนำเข้ายาเสพติดได้ง่าย และระยะทางนำเข้าไม่ไกล
๕. ปัญหาการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ และสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น หน่วยงานของกรมประมง ได้แก่ สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแม่ฮ่องสอนจึงได้จัดทำโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านอาโจ้ขึ้น โดยการดำเนินงานในปีแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
๒. วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร
๓. เพื่อต้องการทราบข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่โครงการ
๔. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร
๓. เพื่อต้องการทราบข้อมูลชนิดพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่โครงการ
๔. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๓. เป้าหมาย ๑. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ ตัว
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ ตัว
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๓๐ ราย
๓. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ ตัว
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๓๐ ราย
๓. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
๔. พื้นที่ดำเนินงาน เกษตรกรในพื้นที่โครงการบ้านอาโจ้ ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
๕. ระยะเวลาดำเนินงาน
ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๘
ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๘
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแม่ฮ่องสอน
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา
จังหวัดน่าน
จังหวัดน่าน
๑. ความเป็นมาของโครงการ
เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๗ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่แหล่งต้นกำเนิดต้นน้ำคาง บ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำย่อยของแม่น้ำยมตอนบน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำยาว – น้ำสวด จุดที่เสด็จทอดพระเนตร มีความสูง ๘๖๐ เมตร และมีพื้นที่ประมาณ ๑๒,๕๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงแต่ถูกบุกรุกแผ้วถางจากราษฎรเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ทำให้พื้นที่ต้นน้ำคางได้รับความเสียหายจำนวนมาก ราษฎรบ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และราษฎรบ้านดอยติ้ว หมู่ ๗ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เริ่มตระหนักถึงความเสียหายจากการบุกรุกทำลายป่า จึงได้รวบรวมรายชื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือให้มีการจัดตั้งสถานีทดลองการเกษตรขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำการใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างเหมาะสม สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดน่าน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน ได้เข้าไปร่วมทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ และจากการไปปฏิบัติงานทำให้ทราบว่า ทรัพยากรประมงมีปริมาณลดลงทั้งชนิดและจำนวน ทำให้แหล่งอาหารประเภทโปรตีนไม่เพียงพอต่อการบริโภคของราษฎร รวมทั้งการบุกรุกแผ้วถางป่าทำไร่ข้าวโพด และการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ส่งผลให้คุณภาพดินและแหล่งน้ำเสื่อมโทรม เสี่ยงต่อสภาพแผ่นดินเลื่อนไหล (ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ) จึงเป็นสาเหตุให้ทรัพยากรป่าไม้สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่นๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น หน่วยงานของกรมประมง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านจึงได้จัดทำโครงการขึ้น โดยการดำเนินงานในปีแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก(สำนักงาน กปร.) และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๗ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่แหล่งต้นกำเนิดต้นน้ำคาง บ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำย่อยของแม่น้ำยมตอนบน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำยาว – น้ำสวด จุดที่เสด็จทอดพระเนตร มีความสูง ๘๖๐ เมตร และมีพื้นที่ประมาณ ๑๒,๕๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงแต่ถูกบุกรุกแผ้วถางจากราษฎรเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ทำให้พื้นที่ต้นน้ำคางได้รับความเสียหายจำนวนมาก ราษฎรบ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และราษฎรบ้านดอยติ้ว หมู่ ๗ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เริ่มตระหนักถึงความเสียหายจากการบุกรุกทำลายป่า จึงได้รวบรวมรายชื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือให้มีการจัดตั้งสถานีทดลองการเกษตรขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำการใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างเหมาะสม สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดน่าน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน ได้เข้าไปร่วมทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ และจากการไปปฏิบัติงานทำให้ทราบว่า ทรัพยากรประมงมีปริมาณลดลงทั้งชนิดและจำนวน ทำให้แหล่งอาหารประเภทโปรตีนไม่เพียงพอต่อการบริโภคของราษฎร รวมทั้งการบุกรุกแผ้วถางป่าทำไร่ข้าวโพด และการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ส่งผลให้คุณภาพดินและแหล่งน้ำเสื่อมโทรม เสี่ยงต่อสภาพแผ่นดินเลื่อนไหล (ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ) จึงเป็นสาเหตุให้ทรัพยากรป่าไม้สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่นๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น หน่วยงานของกรมประมง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านจึงได้จัดทำโครงการขึ้น โดยการดำเนินงานในปีแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก(สำนักงาน กปร.) และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร รวมทั้งแก้ไขปัญหาความยากจนในรูปแบบลดรายจ่ายในครัวเรือน
๓. ราษฎรในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมีจิตสำนึกในการหวงแหนรักษาทรัพยากรด้านการประมง
๔. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๕. เป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นมิให้สูญพันธุ์
๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร รวมทั้งแก้ไขปัญหาความยากจนในรูปแบบลดรายจ่ายในครัวเรือน
๓. ราษฎรในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมีจิตสำนึกในการหวงแหนรักษาทรัพยากรด้านการประมง
๔. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๕. เป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นมิให้สูญพันธุ์
๓. เป้าหมาย
๑. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ ตัว
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว
- แจกพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร จำนวน ๓๕,๐๐๐
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑๐ ราย
๓. เพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๔. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
๑. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ ตัว
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว
- แจกพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร จำนวน ๓๕,๐๐๐
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑๐ ราย
๓. เพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๔. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
๔. พื้นที่ดำเนินงาน
เกษตรกรในพื้นที่โครงการบ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน
เกษตรกรในพื้นที่โครงการบ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน
๕. ระยะเวลาดำเนินงาน ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๘
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
โครงการพัฒนาบ้านกอก - บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดน่าน
จังหวัดน่าน
๑. ความเป็นมาของโครงการ
เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทรงเยี่ยมราษฎรบ้านจูนใต้ หมู่บ้านบริวารของบ้านกอก หมู่ ๑๑ ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่มีความด้อยโอกาสทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาราษฎร โดยทรงให้เน้นการพัฒนาให้เริ่มจากกระบวนการพัฒนาที่มีรากฐานความต้องการของราษฎรอย่างแท้จริง จากภายในหมู่บ้านออกสู่สังคมภายนอกในลักษณะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ตามกรอบความคิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรและติดตามรายงานโครงการอีกครั้ง ทรงได้พระราชทานกระแสรับสั่ง เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมโครงการ เพื่อสนองพระราชดำริดังกล่าว และทรงมีพระราชเสาวนีย์ “…มีปลาบางอย่างน่าสนใจให้กรมประมงแพร่ขยายพันธุ์…” สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดน่าน ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านได้เข้าทำงานในพื้นที่เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ทำให้ทราบถึงปัญหาทรัพยากรประมงที่มีปริมาณลดลงทั้งชนิดและจำนวนส่งผลให้แหล่งอาหารประเภทโปรตีนไม่เพียงพอต่อการบริโภคของราษฎร เนื่องจากมีการบุกรุกแผ้วถางป่า ทำให้คุณภาพดินและแหล่งน้ำเสื่อมโทรม ซึ่งทำให้ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และอื่นๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
กรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการรองรับและในปี ๒๕๕๔ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก (สำนักงาน กปร.) และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทรงเยี่ยมราษฎรบ้านจูนใต้ หมู่บ้านบริวารของบ้านกอก หมู่ ๑๑ ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่มีความด้อยโอกาสทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือพัฒนาราษฎร โดยทรงให้เน้นการพัฒนาให้เริ่มจากกระบวนการพัฒนาที่มีรากฐานความต้องการของราษฎรอย่างแท้จริง จากภายในหมู่บ้านออกสู่สังคมภายนอกในลักษณะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ตามกรอบความคิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรและติดตามรายงานโครงการอีกครั้ง ทรงได้พระราชทานกระแสรับสั่ง เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมโครงการ เพื่อสนองพระราชดำริดังกล่าว และทรงมีพระราชเสาวนีย์ “…มีปลาบางอย่างน่าสนใจให้กรมประมงแพร่ขยายพันธุ์…” สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดน่าน ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านได้เข้าทำงานในพื้นที่เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ทำให้ทราบถึงปัญหาทรัพยากรประมงที่มีปริมาณลดลงทั้งชนิดและจำนวนส่งผลให้แหล่งอาหารประเภทโปรตีนไม่เพียงพอต่อการบริโภคของราษฎร เนื่องจากมีการบุกรุกแผ้วถางป่า ทำให้คุณภาพดินและแหล่งน้ำเสื่อมโทรม ซึ่งทำให้ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และอื่นๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
กรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่านจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการรองรับและในปี ๒๕๕๔ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก (สำนักงาน กปร.) และกรมประมงได้นำโครงการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณปกติ พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณรองรับสำหรับการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร
๓. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๔. ราษฎรในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมีจิตสำนึกในการหวงแหนรักษาทรัพยากรด้านการประมง
๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ
๒. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร
๓. เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียง
๔. ราษฎรในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และมีจิตสำนึกในการหวงแหนรักษาทรัพยากรด้านการประมง
๓. เป้าหมาย ๑. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ ตัว
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว
- แจกพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร จำนวน ๓๕,๐๐๐ ตัว
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑๐ ราย
๓. เพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๔. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว
- แจกพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร จำนวน ๓๕,๐๐๐ ตัว
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑๐ ราย
๓. เพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๔. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
๔. พื้นที่ดำเนินงาน
เกษตรกรในพื้นที่โครงการบ้านกอก – บ้านจูน จังหวัดน่าน
เกษตรกรในพื้นที่โครงการบ้านกอก – บ้านจูน จังหวัดน่าน
๕. ระยะเวลาดำเนินงาน ปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๘
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
จังหวัดเพชรบุรี
จังหวัดเพชรบุรี
๑. ความเป็นมาของโครงการ
เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริกับนายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง และนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปความว่า ปัญหาสัตว์ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำไทยลดน้อยลงมาก รวมทั้งพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการออกเรือจับสัตว์น้ำธรรมชาติในทะเลที่ห่างไกลเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก จนกระทั่งสัตว์น้ำที่จับได้ขายแล้วไม่คุ้มทุน และทรงมีพระราชดำริว่า “ในอนาคตผลผลิตสัตว์น้ำทะเลต่างๆ จากฟาร์มทะเลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานที่ถูกสุขภาวะอนามัยแวดล้อมคืนสมดุลด้วย จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญทดแทนการออกเรือไปจับสัตว์น้ำในทะเลที่ห่างไกล” พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริ “ให้ทำฟาร์มทะเลตัวอย่างในพื้นที่ดินนาเกลือริมทะเล” ซึ่งนางวาสนา เทพหัสดิน ณ อยุธยา น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน ๘๒ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ณ หมู่ ๕ ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นฟาร์มตัวอย่างให้ทั้งผู้จับสัตว์น้ำ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำไปปรับใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่นของตนเองต่อไป
กรมประมงจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องรองรับ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการดำเนินงานโครงการ
เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริกับนายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง และนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปความว่า ปัญหาสัตว์ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำไทยลดน้อยลงมาก รวมทั้งพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการออกเรือจับสัตว์น้ำธรรมชาติในทะเลที่ห่างไกลเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก จนกระทั่งสัตว์น้ำที่จับได้ขายแล้วไม่คุ้มทุน และทรงมีพระราชดำริว่า “ในอนาคตผลผลิตสัตว์น้ำทะเลต่างๆ จากฟาร์มทะเลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานที่ถูกสุขภาวะอนามัยแวดล้อมคืนสมดุลด้วย จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญทดแทนการออกเรือไปจับสัตว์น้ำในทะเลที่ห่างไกล” พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริ “ให้ทำฟาร์มทะเลตัวอย่างในพื้นที่ดินนาเกลือริมทะเล” ซึ่งนางวาสนา เทพหัสดิน ณ อยุธยา น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน ๘๒ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ณ หมู่ ๕ ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นฟาร์มตัวอย่างให้ทั้งผู้จับสัตว์น้ำ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำไปปรับใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่นของตนเองต่อไป
กรมประมงจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องรองรับ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการดำเนินงานโครงการ
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๒. เพื่อศึกษาพัฒนาต่อยอดอาชีพจับสัตว์น้ำในทะเลที่คุ้นเคยกับการจับตาย ลำเลียงตาย มาเป็นจับเป็น ลำเลียงเป็นจากธนาคารสัตว์น้ำหน้าชุมชนประมง แล้วส่งต่อเข้าเลี้ยงในฟาร์มทะเลที่ถูกสุขอนามัยแวดล้อมคืนสมดุลเชิงอนุรักษ์
๓. เพื่อการศึกษาและพัฒนาการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๑. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๒. เพื่อศึกษาพัฒนาต่อยอดอาชีพจับสัตว์น้ำในทะเลที่คุ้นเคยกับการจับตาย ลำเลียงตาย มาเป็นจับเป็น ลำเลียงเป็นจากธนาคารสัตว์น้ำหน้าชุมชนประมง แล้วส่งต่อเข้าเลี้ยงในฟาร์มทะเลที่ถูกสุขอนามัยแวดล้อมคืนสมดุลเชิงอนุรักษ์
๓. เพื่อการศึกษาและพัฒนาการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๓. เป้าหมาย
๑. จุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๑. จุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๑ แห่ง
๔. พื้นที่ดำเนินงาน
ในพื้นที่โครงการอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ในพื้นที่โครงการอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
๕. ระยะเวลาดำเนินงาน ปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๘
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ - ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
โครงการอนุรักษ์สภาพป่าในพื้นที่อำเภออมก๋อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
โครงการอนุรักษ์สภาพป่าในพื้นที่อำเภออมก๋อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่
๑. ความเป็นมาของโครงการ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒ ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรบ้านซิแบร หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่ตื่นอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ทรงมีพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการประมง ความว่า
"ให้ปล่อยพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นแหล่งอาหารของหมู่บ้าน"
"ให้ส่งเสริมการเลี้ยงกบแก่ราษฎร ๔ - ๕ ราย"
และเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรบ้านซิแบรอีกครั้ง ทรงมีพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการประมง ความว่า
"ให้จัดทำโครงการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ"
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๒ กองทัพบกได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสำรวจข้อมูลเพื่อสนองพระราชกระแสรับสั่งฯ และออกคำสั่งคณะทำงานโครงการขึ้น โดยมีผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่เป็นที่ปรึกษา และแต่งตั้งให้ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์ฯ เป็นคณะทำงานโครงการฯ
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิประเทศ
๒. เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน
๓. เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำในท้องถิ่นที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์
๔. เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนประเภทปลาให้แก่นักเรียนบริโภคเป็นอาหารกลางวัน และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ถ่ายทอดให้เกษตรกรในหมู่บ้าน รวมทั้งปลูกฝังและฝึกอบรมให้นักเรียนมีความรู้และประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๓. เป้าหมาย
๑. ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ ตัว
- ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน ๑๙๒,๐๐๐ ตัว
- แจกพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร จำนวน ๘,๐๐๐ ตัว
๒. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน ๔๐ ราย
๓. ประมงโรงเรียน จำนวน ๑ แห่ง
๔. ฝึกอบรมคณะกรรมการครูและนักเรียน จำนวน ๑๐ ราย
๕. ติดตามและแนะนำเกษตรกร จำนวน ๑๐ ครั้ง
๔. พื้นที่ดำเนินการ
เกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
๕. ระยะเวลาดำเนินงาน
ปี ๒๕๔๘ - ๒๕๕๕
๖. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่
- ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง
พล.อ.ณพล บุญทับ ข้าราชการบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่ได้ รับมอบหมายให้ไปติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ได้ เล่าเรื่องรายเกี่ยวกับ โครงการต่างๆที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงดำเนินการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไว้ดังนี้
โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โครงการหนึ่ง คือ โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านเกิดจากเมื่อปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ราษฎรใน 5 หมู่บ้าน ได้ เข้ามาร้องไห้กับพระองค์ท่านแล้วบอกว่าอยู่ไม่ได้ แล้ว เพราะถูกรบกวนหนัก จนมีคนในตำบลตันหยงลิมอ ถูกตัดคอคามอเตอร์ไซด์ระหว่างไปกรีดยางตอนเช้ามืด ชาวบ้านบอกว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ชาวบ้านถามพระองค์ท่านว่าจะให้พวกฉันอยู่ที่นี่ หรือจะให้ไปจากที่นี่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถรับสั่งว่าในเมื่อเราอยู่ที่นี่ เราทำมาหากินที่นี่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แล้วจะอพยพไปที่ไหนกัน
พระองค์ท่านก็ทรงพระกรุณาบอกทหารให้ส่งคนมาช่วยฝึกอาวุธให้ ตามที่ชาวบ้านได้ ถวายฎีกา และรับสั่งว่าที่ให้ฝึกนั้นเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันทรัพย์สินพี่น้องเรากันเอง ไม่ได้ มีเจตนาให้พวกเธอเที่ยวเอาปืนไปไล่ฆ่าใครต่อใครเขา ขอให้ทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ รับสั่งเสมอว่าผู้บริสุทธิ์มีสิทธิ์อยู่บนแผ่นดินนี้ มีทั้งพุทธ และมุสลิมไม่ได้ แยกเชื้อชาติศาสนา ใครขอมาก็ฝึกให้ ครูเองก็มาขอฝึก บอกว่าฝึกให้แต่ชาวบ้าน พวกครูยิ่งเสี่ยงอันตรายหนักเลย ฝึกลักษณะการรวมกลุ่มกัน ใช้อาวุธเข้าเวรยามในการรักษาหมู่บ้านซึ่งมีผลให้หมู่บ้านเกิดความปลอดภัยมากขึ้น ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดว่ามีกลุ่มคนต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดน เช่น มีการนำวิซีดีภำการตัดศีรษะไปแพร่ภาพในจังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง คนทำมีวัตถุประสงค์ให้ชาวบ้านหวาดกลัว และไม่อยากจะอยู่ในพื้นที่หากเราปล่อยเหตุการณ์ให้ลุกลามบายปลายบ้านเมืองก็จะแย่
โครงการฟาร์มตัวอย่าง
จากการฝึกอาวุธ ทุกคนก็ระวังตัวหมด ไปไหนก็ไม่กล้าไป เมื่อก่อนเคยขายของในเมือง ไปรับจ้างในเมือง ตอนนี้จะไปคนเดียวก็ไม่กล้า เลยมีรับสั่งว่าจะช่วยเขาอย่างไรในเรื่องการทำมาหากินจึงได้ เกิดโครงการฟาร์มตัวอย่างขึ้นมา เพื่อจะสร้างงานให้กับชาวบ้าน คนไหนไม่กล้าไปทำงานในเมืองก็มาทำในฟาร์มทำการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ สัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ และก็มีการทำประมงในครัวเรือน วันใดไม่มีกับข้าวก็สามารถช้อนปลาเป็นอาหาร นอกจากนั้นมีการเลี้ยงแพะนม ที่มีโปรตีนสูง ให้จ้างคนเข้ามาทำงาน เพื่อจะสอนให้เรียนรู้การทำเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ เมื่อทำเป็นแล้วก็จะได้ นำกลับไปทำในพื้นที่ของตัวเอง ได้ ผลผลิตเหลือจากรับประทานก็นำมาขายให้ฟาร์มรับซื้อ
การจัดตั้งฟาร์มนั้นอยู่ใกล้ๆกับแหล่งชุมชนเพื่อที่เขาจะได้ มาทำงานง่ายๆอย่างในบางแห่งเป็นกลุ่มของไทยพุทธอาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มไทยมุสลิม ผู้ไม่หวังดีก็ใช้วิธียุยงให้ราษฎรแตกสามัคคีกัน พระองค์ท่านทรงลงไปช่วย 30 กว่าปี ช่วยให้เขาทำมาหากินได้ ทรงทำอย่างต่อเนื่อง เช่นเรื่องน้ำ บางบ้านน่าสงสานมาก เพราะขุดขึ้นมาน้ำเป็นสนิม ดีที่ช่วงนี้เป็นหน้าฝน จึงพอบรรเทาได้ บ้าง
พระองค์ท่านทรงยอมทำทุกอย่าง เหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อคนในชาติ ซึ่งเหมือนกับลูกของพระองค์ท่าน ไม่ว่าเดือดร้อนมีปัญหาอะไร เช่นโครงการปะการังเทียม อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ชาวบ้านร้องไห้ว่าทำมาหากินไม่ได้ เคยทำประมงอยู่ชายฝั่ง ตอนนี้ปลาไม่มีจากนั้นตี 3 พระองค์ท่านเรียกประชุม 2 ชั่วโมงว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร ซึ่งมีสาเหตุจากอวนลากอวนรุน ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เสนอการกำหนดระยะของการทำประมง คือ ระยะ 5 กิโลเมตรจากชายฝั่งใช้เครื่องมือตกปลาขนาดเล็ก ระยะ 5 – 10 กิโลเมตร ให้ประมงปั่นไฟ และระยะ 10 – 15 กิโลเมตร อวนลากอวนรุนดำเนินการ แล้วก็ทิ้งปะการังเทียมเพื่อป้องกันการใช้อวนที่ระยะผิดประเภทไปในตัว และให้ปลาได้ อาศัยปะการังเทียมนี้เป็นที่หลบยามลมพายุแรงๆหรือใช้ชั้ง คือทางมะพร้ามถ่วงด้วยปูนซีเมนต์เพื่อให้ปลาเกาะอยู่ชายฝั่ง
พระองค์ท่านรับสั่งว่าอยากเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนเสด็จฯกลับ ซึ่งตอนนั้นเป็นวันที่ 24 กันยายน พระองค์ท่านเสด็จฯกลับต้นตุลาคม ทุฝ่ายก็รีบดำเนินการ นี่คือการแก้ปัญหาให้ไทยมุสลิมโดยตรง ที่ปัตตานี ไม้แก่น สายบุรี หนองจิก อำเภอเมือง ปัตตานี จนถึงตากใบ นราธิวาสพอทิ้งไป 6เดือน ปลาก็มาวางไข่ ตอนนี้ปลาชุกมาก ชาวบ้านมีกินมีใช้ สามารถนำปลาไปขายได้ กฺโลกรัมละ 200 – 300 บาท นี่ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
พระองค์ท่านรับสั่งว่าเขาขาดเสาหลัก ตอนเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยยังไม่ได้ สร้างหลักปักฐาน พอสามีตายก็บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่รู้จะทำอย่างบางคนเป็นแม่บ้าน พระองค์ท่านก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ลงมาชุบชีวิตคนใกล้จมน้ำให้อยู่รอด ตัวอย่างอันนี้เป็นประจักษ์พยานอย่างเห็นได้ ชัด ประธานกลางมุสลิม OIC เห็นแล้วยังเทิดพระเกียรติว่าทรงช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ไม่เลือกชาติศาสนา
ข้อมูลจาก : หนังสือ พระราชินีของเรา เรื่องเล่าจากแผ่นดินใต้ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2548
โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โครงการหนึ่ง คือ โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านเกิดจากเมื่อปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ราษฎรใน 5 หมู่บ้าน ได้ เข้ามาร้องไห้กับพระองค์ท่านแล้วบอกว่าอยู่ไม่ได้ แล้ว เพราะถูกรบกวนหนัก จนมีคนในตำบลตันหยงลิมอ ถูกตัดคอคามอเตอร์ไซด์ระหว่างไปกรีดยางตอนเช้ามืด ชาวบ้านบอกว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ชาวบ้านถามพระองค์ท่านว่าจะให้พวกฉันอยู่ที่นี่ หรือจะให้ไปจากที่นี่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถรับสั่งว่าในเมื่อเราอยู่ที่นี่ เราทำมาหากินที่นี่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แล้วจะอพยพไปที่ไหนกัน
พระองค์ท่านก็ทรงพระกรุณาบอกทหารให้ส่งคนมาช่วยฝึกอาวุธให้ ตามที่ชาวบ้านได้ ถวายฎีกา และรับสั่งว่าที่ให้ฝึกนั้นเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันทรัพย์สินพี่น้องเรากันเอง ไม่ได้ มีเจตนาให้พวกเธอเที่ยวเอาปืนไปไล่ฆ่าใครต่อใครเขา ขอให้ทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ รับสั่งเสมอว่าผู้บริสุทธิ์มีสิทธิ์อยู่บนแผ่นดินนี้ มีทั้งพุทธ และมุสลิมไม่ได้ แยกเชื้อชาติศาสนา ใครขอมาก็ฝึกให้ ครูเองก็มาขอฝึก บอกว่าฝึกให้แต่ชาวบ้าน พวกครูยิ่งเสี่ยงอันตรายหนักเลย ฝึกลักษณะการรวมกลุ่มกัน ใช้อาวุธเข้าเวรยามในการรักษาหมู่บ้านซึ่งมีผลให้หมู่บ้านเกิดความปลอดภัยมากขึ้น ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดว่ามีกลุ่มคนต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดน เช่น มีการนำวิซีดีภำการตัดศีรษะไปแพร่ภาพในจังหวัดปัตตานี ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง คนทำมีวัตถุประสงค์ให้ชาวบ้านหวาดกลัว และไม่อยากจะอยู่ในพื้นที่หากเราปล่อยเหตุการณ์ให้ลุกลามบายปลายบ้านเมืองก็จะแย่
โครงการฟาร์มตัวอย่าง
จากการฝึกอาวุธ ทุกคนก็ระวังตัวหมด ไปไหนก็ไม่กล้าไป เมื่อก่อนเคยขายของในเมือง ไปรับจ้างในเมือง ตอนนี้จะไปคนเดียวก็ไม่กล้า เลยมีรับสั่งว่าจะช่วยเขาอย่างไรในเรื่องการทำมาหากินจึงได้ เกิดโครงการฟาร์มตัวอย่างขึ้นมา เพื่อจะสร้างงานให้กับชาวบ้าน คนไหนไม่กล้าไปทำงานในเมืองก็มาทำในฟาร์มทำการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ สัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ และก็มีการทำประมงในครัวเรือน วันใดไม่มีกับข้าวก็สามารถช้อนปลาเป็นอาหาร นอกจากนั้นมีการเลี้ยงแพะนม ที่มีโปรตีนสูง ให้จ้างคนเข้ามาทำงาน เพื่อจะสอนให้เรียนรู้การทำเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ เมื่อทำเป็นแล้วก็จะได้ นำกลับไปทำในพื้นที่ของตัวเอง ได้ ผลผลิตเหลือจากรับประทานก็นำมาขายให้ฟาร์มรับซื้อ
การจัดตั้งฟาร์มนั้นอยู่ใกล้ๆกับแหล่งชุมชนเพื่อที่เขาจะได้ มาทำงานง่ายๆอย่างในบางแห่งเป็นกลุ่มของไทยพุทธอาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มไทยมุสลิม ผู้ไม่หวังดีก็ใช้วิธียุยงให้ราษฎรแตกสามัคคีกัน พระองค์ท่านทรงลงไปช่วย 30 กว่าปี ช่วยให้เขาทำมาหากินได้ ทรงทำอย่างต่อเนื่อง เช่นเรื่องน้ำ บางบ้านน่าสงสานมาก เพราะขุดขึ้นมาน้ำเป็นสนิม ดีที่ช่วงนี้เป็นหน้าฝน จึงพอบรรเทาได้ บ้าง
พระองค์ท่านทรงยอมทำทุกอย่าง เหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อคนในชาติ ซึ่งเหมือนกับลูกของพระองค์ท่าน ไม่ว่าเดือดร้อนมีปัญหาอะไร เช่นโครงการปะการังเทียม อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ชาวบ้านร้องไห้ว่าทำมาหากินไม่ได้ เคยทำประมงอยู่ชายฝั่ง ตอนนี้ปลาไม่มีจากนั้นตี 3 พระองค์ท่านเรียกประชุม 2 ชั่วโมงว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร ซึ่งมีสาเหตุจากอวนลากอวนรุน ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เสนอการกำหนดระยะของการทำประมง คือ ระยะ 5 กิโลเมตรจากชายฝั่งใช้เครื่องมือตกปลาขนาดเล็ก ระยะ 5 – 10 กิโลเมตร ให้ประมงปั่นไฟ และระยะ 10 – 15 กิโลเมตร อวนลากอวนรุนดำเนินการ แล้วก็ทิ้งปะการังเทียมเพื่อป้องกันการใช้อวนที่ระยะผิดประเภทไปในตัว และให้ปลาได้ อาศัยปะการังเทียมนี้เป็นที่หลบยามลมพายุแรงๆหรือใช้ชั้ง คือทางมะพร้ามถ่วงด้วยปูนซีเมนต์เพื่อให้ปลาเกาะอยู่ชายฝั่ง
พระองค์ท่านรับสั่งว่าอยากเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนเสด็จฯกลับ ซึ่งตอนนั้นเป็นวันที่ 24 กันยายน พระองค์ท่านเสด็จฯกลับต้นตุลาคม ทุฝ่ายก็รีบดำเนินการ นี่คือการแก้ปัญหาให้ไทยมุสลิมโดยตรง ที่ปัตตานี ไม้แก่น สายบุรี หนองจิก อำเภอเมือง ปัตตานี จนถึงตากใบ นราธิวาสพอทิ้งไป 6เดือน ปลาก็มาวางไข่ ตอนนี้ปลาชุกมาก ชาวบ้านมีกินมีใช้ สามารถนำปลาไปขายได้ กฺโลกรัมละ 200 – 300 บาท นี่ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
พระองค์ท่านรับสั่งว่าเขาขาดเสาหลัก ตอนเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยยังไม่ได้ สร้างหลักปักฐาน พอสามีตายก็บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่รู้จะทำอย่างบางคนเป็นแม่บ้าน พระองค์ท่านก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ลงมาชุบชีวิตคนใกล้จมน้ำให้อยู่รอด ตัวอย่างอันนี้เป็นประจักษ์พยานอย่างเห็นได้ ชัด ประธานกลางมุสลิม OIC เห็นแล้วยังเทิดพระเกียรติว่าทรงช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ไม่เลือกชาติศาสนา
ข้อมูลจาก : หนังสือ พระราชินีของเรา เรื่องเล่าจากแผ่นดินใต้ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2548
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)